วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2558

                                    ระบบปฏิบัติการAndroid


 แอนดรอยด์ (Android)

             ในโลกของการติดต่อสื่อสารในปัจจุบันได้มีการพัฒนาที่ก้าวหน้าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการสื่อสารแบบไร้สาย ที่ได้มีการพัฒนาความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูงขึ้น จากเดิมที่มีการส่งได้เพียงข้อความสั้น(SMS :Short Message Service) และ MMS(Multimedia Messaging Service) ปัจจุบันสามารถทำการโทรศัพท์แบบเห็นหน้าคู่สนทนากันได้ (Video Call) แต่ต้องผ่านทางระบบของวายฟาย Wi-Fi (wireless fidelity) หรือ ระบบ 3G (Third Generation of Mobile Telephone)

              ซึ่งสำหรับประเทศไทยแล้ว อุปกรณ์มือถือ และอุปกรณ์พกพา ส่วนมากในตลาดจะรองรับระบบการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก โดยอุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในท้องตลาด จะมีระบบปฏิบัติการเป็นของตัวเอง ที่ไม่เหมือนกับระบบปฏิบัติการที่อยู่บนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC : Personal Computer) ส่งผลให้แนวทางในการพัฒนาโปรแกรม เพื่อนำไปใช้งานบนอุปกรณ์เหล่านั้นยุ่งยาก และหลากหลายขึ้น

              ระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์ดังกล่าว มีอยู่หลายตัวกันเช่น Android, iOS, Windows Phone, BlackBerry, Symbian, webOS, MeeGo และ QNX เป็นต้น โดยลักษณะของระบบปฏิบัติการข้างต้น ส่วนมากจะเป็นประเภทไม่เปิดเผยซอร์ฟแวร์ต้นฉบับ (Closed Source) ซึ่งหมายความว่า ระบบปฏิบัติการดังกล่าว ไม่สามารถนำมาศึกษา ดัดแปลงการทำงานของระบบปฏิบัติการเพื่อนำไปใช้งานตามที่ต้องการได้ ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการพัฒนา และการพัฒนาจะถูกกำหนดทิศทางโดยบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์


                                                   ANDROID คืออะไร


                 แอนดรอยด์ (Android) คือระบบปฏิบัติการแบบเปิดเผยซอร์ฟแวร์ต้นฉบับ (Open Source) โดยบริษัท กูเกิ้ล (Google Inc.) ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ มีจำนวนมาก อุปกรณ์มีหลากหลายระดับ หลายราคา รวมทั้งสามารถทำงานบนอุปกรณ์ที่มีขนาดหน้าจอ และความละเอียดแตกต่างกันได้ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ตามต้องการ
และหากมองในทิศทางสำหรับนักพัฒนาโปรแกรม (Programmer) แล้วนั้น การพัฒนาโปรแกรมเพื่อใช้งานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ไม่ใช่เรื่องที่ยาก เพราะมีข้อมูลในการพัฒนารวมทั้ง Android SDK (Software Development Kit) เตรียมไว้ให้กับนักพัฒนาได้เรียนรู้ และเมื่อนักพัฒนาต้องการจะเผยแพร่หรือจำหน่ายโปรแกรมที่พัฒนาแล้วเสร็จ แอนดรอยด์ก็ยังมีตลาดในการเผยแพร่โปรแกรม ผ่าน Android Market แต่หากจะกล่าวถึงโครงสร้างภาษาที่ใช้ในการพัฒนานั้น สำหรับ Android SDK จะยึดโครงสร้างของภาษาจาวา (Java language) ในการเขียนโปรแกรม เพราะโปรแกรมที่พัฒนามาได้จะต้องทำงานอยู่ภายใต้ Dalvik Virtual Machine เช่นเดียวกับโปรแกรมจาวา ที่ต้องทำงานอยู่ภายใต้ Java Virtual Machine (Virtual Machine เปรียบได้กับสภาพแวดล้อมที่โปรแกรมทำงานอยู่)
นอกจากนั้นแล้ว แอนดรอยด์ ยังมีโปรแกรมแกรมที่เปิดเผยซอร์ฟแวร์ต้นฉบับ (Open Source) เป็นจำนวนมาก ทำให้นักพัฒนาที่สนใจ สามารถนำซอร์ฟแวร์ต้นฉบับ มาศึกษาได้อย่างไม่ยาก ประกอบกับความนิยมของแอนดรอยด์ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากใน โดยดูได้จากส่วนแบ่งการตลาด ดังรูป







ประวัติความเป็นมา

                 เริ่มต้นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ถูกพัฒนามาจากบริษัท แอนดรอยด์ (Android Inc.) เมื่อปี พ.ศ 2546 โดยมีนาย แอนดี้ รูบิน (Andy Rubin) ผู้ให้กำเนิดระบบปฏิบัติการนี้ และถูกบริษัท กูเกิ้ล ซื้อกิจการเมื่อ เดือนสิงหาคม ปี พ.ศ 2548 โดยบริษัทแอนดรอยด์ ได้กลายเป็นมาบริษัทลูก ของบริษัทกูเกิ้ล และยังมีนาย แอนดี้ รูบิน ดำเนินงานอยู่ในทีมพัฒนาระบบปฏิบัติการต่อไป

ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนามาจากการนำเอา แกนกลางของระบบปฏิบัติการลินุกซ์ (Linux Kernel) ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาเพื่อทำงานเป็นเครื่องให้บริการ (Server) มาพัฒนาต่อ เพื่อให้กลายเป็นระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์พกพา (Mobile Operating System)

ต่อมาเมื่อเดือน พฤศจิกายน ปี พ.ศ 2550 บริษัทกูเกิ้ล ได้ทำการก่อตั้งสมาคม OHA (Open Handset Alliance,http://www.openhandsetalliance.com) เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการกำหนดมาตรฐานกลาง ของอุปกรณ์พกพาและระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ โดยมีสมาชิกในช่วงก่อนตั้งจำนวน  34 รายเข้าร่วม ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจด้าการสื่อสาร เช่น โรงงานผลิตอุปกรณ์พกพา, บริษัทพัฒนาโปรแกรม, ผู้ให้บริการสื่อสาร และผู้ผลิตอะไหล่อุปกรณ์ด้านสื่อสาร

หลังจากนั้น เมื่อเดือนตุลาคม ปี พ.ศ 2551 บริษัท กูเกิ้ล ได้เปิดตัวมือถือตัวแรกที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ที่ชื่อ T-Mobile G1 หรืออีกชื่อนึงคือ HTC Dream โดยใช้แอนดรอยด์รุ่น 1.1 และหลังจากนั้น ได้มีการปรับพัฒนาระบบปฏิบัติการเป็นรุ่นใหม่ มาเป็นลำดับ

ช่วงต่อมาได้มีการออกผลิตภัณฑ์จากบริษัทต่างๆ ออกมาหลากหลายรุ่น หลากหลายยี่ห้อ ตามการพัฒนาระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้สินค้าของแอนดรอยด์ มีให้เลือกอยู่อย่างมากมาย

โครงสร้างของแอนดรอยด์

               การทำความเข้าใจโครงสร้างของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเพราะถ้านักพัฒนาโปรแกรม สามารถมองภาพโดยรวมของระบบได้ทั้งหมด จะให้สามารถเข้าใจถึงกระบวนการทำงานได้ดียิ่งขึ้น และสามารถนำไปช่วยในการออกแบบโปรแกรมที่ต้องการพัฒนา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน



จากโครงสร้างของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ จะสังเกตได้ว่า มีการแบ่งออกมาเป็นส่วนๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน โดยส่วนบนสุดจะเป็นส่วนที่ผู้ใช้งานทำการติดต่อโดยตรงซึ่งก็คือส่วนของ (Applications) จากนั้นก็จะลำดับลงมาเป็นองค์ประกอบอื่นๆตามลำดับ และสุดท้ายจะเป็นส่วนที่ติดต่อกับอุปกรณ์โดยผ่านทาง Linux Kernel โครงสร้างของแอนดรอยด์ พอที่จะอธิบายเป็นส่วนๆได้ดังนี้

          Applications   ส่วน Application หรือส่วนของโปรแกรมที่มีมากับระบบปฏิบัติการ หรือเป็นกลุ่มของโปรแกรมที่ผู้ใช้งานได้ทำการติดตั้งไว้ โดยผู้ใช้งานสามารถเรียกใช้โปรแกรมต่างๆได้โดยตรง ซึ่งการทำงานของแต่ละโปรแกรมจะเป็นไปตามที่ผู้พัฒนาโปรแกรมได้ออกแบบและเขียนโค้ดโปรแกรมเอาไว้

          Application Framework  เป็นส่วนที่มีการพัฒนาขึ้นเพื่อให้นักพัฒนาสามารถพัฒนาโปรแกรมได้สะดวก และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยนักพัฒนาไม่จำเป็นต้องพัฒนาในส่วนที่มีความยุ่งยากมากๆ เพียงแค่ทำการศึกษาถึงวิธีการเรียกใช้งาน Application Framework ในส่วนที่ต้องการใช้งาน แล้วนำมาใช้งาน ซึ่งมีหลายกลุ่มด้วยกัน ตัวอย่างเช่น

  Activities Manager  เป็นกลุ่มของชุดคำสั่งที่จัดการเกี่ยวกับวงจรการทำงานของหน้าต่าง 

 Content Providers เป็นกลุ่มของชุดคำสั่ง ที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลของโปรแกรมอื่น และสามารถแบ่งปัน                                  ข้อมูลให้โปรแกรมอื่นเข้าถึงได้

ViewSystem เป็นกลุ่มของชุดคำสั่งที่เกี่ยวกับการจัดการโครงสร้างของหน้าจอที่แสดงผลในส่วนที่ติดต่อ                                   กับผู้ใช้งาน (User Interface)

Telephony Manager เป็นกลุ่มของชุดคำสั่งที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลด้านโทรศัพท์ 

Resource Manager เป็นกลุ่มของชุดคำสั่งในการเข้าถึงข้อมูลที่เป็น ข้อความ, รูปภาพ

Location Manager เป็นกลุ่มของชุดคำสั่งที่เกี่ยวกับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ 

Notification Manager เป็นกลุ่มของชุดคำสั่งที่จะถูกเรียกใช้เมื่อโปรแกรม ต้องการแสดงผลให้กับผู้ใช้                                     งาน ผ่านทางแถบสถานะ(Status Bar) ของหน้าจอ

          Libraries เป็นส่วนของชุดคำสั่งที่พัฒนาด้วย C/C++ โดยแบ่งชุดคำสั่งออกเป็นกลุ่มตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน เช่น Surface Manage จัดการเกี่ยวกับการแสดงผล, Media Framework จัดการเกี่ยวกับการการแสดงภาพและเสียง, Open GL | ES และ SGL จัดการเกี่ยวกับภาพ 3มิติ และ 2มิติ, SQLlite จัดการเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล เป็นต้น

          Android Runtime จะมี Darvik Virtual Machine ที่ถูกออกแบบมา เพื่อให้ทำงานบนอุปกรณ์ที่มี หน่วยความจำ(Memmory), หน่วยประมวลผลกลาง(CPU) และพลังงาน(Battery)ที่จำกัด ซึ่งการทำงานของ Darvik Virtual Machine จะทำการแปลงไฟล์ที่ต้องการทำงาน ไปเป็นไฟล์ .DEX ก่อนการทำงาน เหตุผลก็เพื่อให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเมื่อใช้งานกับ หน่วยประมวลผลกลางที่มีความเร็วไม่มาก ส่วนต่อมาคือ Core Libraries ที่เป็นส่วนรวบรวมคำสั่งแถูกเขียนด้วยภาษาจาวา (Java Language)

          Linux Kernel เป็นส่วนที่ทำหน้าที่หัวใจสำคัญ ในจัดการกับบริการหลักของระบบปฏิบัติการ เช่น เรื่องหน่วยความจำ พลังงาน ติดต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ความปลอดภัย เครือข่าย โดยแอนดรอยด์ได้นำเอาส่วนนี้มาจากระบบปฏิบัติการลินุกซ์ รุ่น 2.6 (Linux 26. Kernel) ซึ่งได้มีการออกแบบมาเป็นอย่างดี


ข้อเด่นของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์

                  เนื่องจากระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีส่วนแบ่งตลาดของอุปกรณ์ด้านนี้ ขึ้นทุกขณะ ทำให้กลุ่มผู้ใช้งาน และกลุ่มนักพัฒนาโปรแกรม ให้ความสำคัญกับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เพิ่มมากขึ้น

เมื่อมองในด้านของกลุ่มผลิตภัณฑ์ บริษัทที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ ได้มีการนำเอาระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ไปใช้ในสินค้าของตนเอง พร้อมทั้งยังมีการปรับแต่งให้ระบบปฏิบัติการมีความสามารถ การจัดวาง โปรแกรม และลูกเล่นใหม่ๆ ที่แตกต่างจากคู่แข่งในท้องตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มสินค้าที่เป็น มือถือรุ่นใหม่ (SmartPhone) และอุปกรณ์จอสัมผัส (Touch Screen) โดยมีคุณลักษณะแตกต่างกันไป เช่นขนาดหน้าจอ ระบบโทรศัพท์ ความเร็วของหน่วยประมวลผล ปริมาณหน่วยความจำ แม้กระทั่งอุปกรณ์ตรวจจับต่างๆ(Sensor)

หากมองในด้านของการพัฒนาโปรแกรม ทางบริษัท Google ได้มีการพัฒนา Application Framework ไว้สำหรับนักพัฒนาใช้งาน ได้อย่างสะดวก และไม่เกิดปัญหาเมื่อนำชุดโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมา ไปใช้กับอุปกรณ์ที่มีคุณลักษณะต่างกัน เช่นขนาดจออุปกรณ์ ไม่เท่ากัน ก็ยังสามารถใช้งานโปรแกรมได้เหมือนกัน เป็นต้น

                                           Android มีมาแล้วทั้งหมด 21 รุ่น

แม้ว่าเวอร์ชั่น Android ในปัจจุบันจะอยู่ที่ 5.0 แต่ในความเป็นจริงระบบ Android ได้ออกอัพเดทระบบมาแล้วทั้งหมด 20 รุ่น และแต่ละรุ่นก็จะมีชื่อเรียกเป็นขนมหวานเรียงตามอีกษรภาษาอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันได้เดินทางมาถึง
                                              


Android 1.0

ระบบ Android เผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือนกันยายน 2551 สมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่ใช้ Android ก็คือ HTC Dream สเปคคร่าวๆ หน้าจอ 3.2 นิ้ว ซีพียู 528 MHz แรม  256 MB ..ที่คือสเปค Android เครื่องแรกของโลกนะ

ฟังชั่นการใช้งาน Android สมัยนั้นมีเพียงการใช้งานพื้นที่ฐานที่ครบครัน เช่น โหลดแอพจากมาเก็ต ท่องเว็บ ถ่ายรูป รับส่งอีเมล์ ดุแผนที่ ตั้งนาฬิกาปลุก และบริการอื่นๆจาก Google

Android 1.1

ต่อมามีการอัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 เพิ่มฟังชั่นเข้ามาเล็กน้อย เช่น บันทึกสิ่งที่แนบในข้อความ รายละเอียดของสถานในแผนที่มีมากขึ้น


Android 1.5 Cupcake


เป็นครั้งแรกที่ Android มีชื่อเล่นอย่างเป็นทางการนั่นก็คือ Cupcake เป็นชื่อขนม และ Android รุ่นต่อเป็นชื่อขนมหมด รุ่นนี้เปิดตัวเมื่อ เมษายน 2552

Android เวอร์ชั่นนี้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่มามากมาย เช่น อัพโหลดวิดีโอขึ้น YouTube ได้, รองรับวิดเจ็ต, รองรับแอพคีย์บอร์ด ฯลฯ


Android 1.6 Donut


ผมเพิ่งจะมาใช้มือถือ Android ครั้งแรกก็คือรุ่นนี้แหล่ะ ส่วนเครื่องแรกที่ผมใช้ก็คือ Wellcom a66 รุ่นนี้จัดว่าเป็นตำนานเลยนะ เพราะทำออกมาได้ลื่นมาก ใครๆก็ชมว่าลื่นเกือบเท่า iPhone

สำหรับ Android รุ่นนี้เปิดตัวเมื่อ กันยายน 2552 มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น สามารถค้นหารายการด้วยเสียง รับฟังเสียงได้หลายภาษา เลือกรูปที่จะลบได้หลายรูป ปรับปรุงความเร็วกล้อง เป็นต้น

Android 2.0 Eclair


Android รุ่นนี้เปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม 2552 หากกับรุ่นก่อนแค่เดือนเดียว แต่มีฟีเจอร์มากมาย เช่น รองรับบลูทูธ 2.1 แป้นพิมพ์มีระบบเดาคำอัจฉริยะ ใช้ภาพพื้นหลังเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ ฯลฯ

แต่ Android รุ่นนี้มีให้อัพเดทเฉพาะในอเมริกาเท่านั้น

Android 2.0.1 Eclair


เปิดตัว ธันวาคม 2552 เป็นรุ่นแก้บั๊กเฉยๆ

Android 2.1 Eclair


เปิดตัว มกราคม 2553 เป็นรุ่นแก้บั๊กเช่นกัน แต่รุ่นนี้มีให้อัพเดทกันทั่วโลก


Android 2.2 Froyo


เปิดตัวเดือนพฤษภาคม 2553 นี่คือ Android ที่มีการเปลี่ยนแปลงจนทำให้ระบบมีความน่าใช้ขึ้นมาก การทำงานของเครื่องเร็วขึ้น แชร์ไวไฟให้เพื่อนได้ และฟีเจอร์ที่น่าสนใจที่สุดคือ “รองรับหน้าจอขนาด 4 นิ้ว” ทำให้ Android รุ่นหลังๆเริ่มมีหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้น

Android 2.3 gingerbread


เปิดตัเดือนธันวาคม 2553 รุ่นนี้มีการปรับหน้าตาการใช้งานให้ดูทันสมัยมากขึ้น รองรับหน้าจอขนาดใหญ่ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ เป็นต้น

Android 2.3.3 gingerbread


เปิดตัวกุมภาพันธ์ 2554 ความเปลี่ยนแปลงของรุ่นนี้คือรองรับวิดีโอคอล รองรับ 4G ปรับปรุงกล้อง และแก้บั๊กต่างๆ


Android 3.0 Honeycomb


เปิดตัวเดือนกุมภาพันธ์ 2554 รุ่นนี้ใช้สำหรับ “แท็บเลท” เท่านั้น และแท็บเลทที่เป็นทางการรุ่นแรกของ Android ก็คือ Motorola Xoom

ฟีเจอร์ที่เพิ่มมาใหม่ เช่น มัลติทาส์กกิงแบบใหม่ ดูรูปภาพได้ในโหมดเต็มจอ รองรับการทำงานด้วยซีพียูหลายแกน ฯลฯ

Android 3.1 Honeycomb


เปิดตัวเดือนพฤษภาคม 2554 มีฟีเจอร์ใหม่ เช่น รองรับจอยสติก รองรับพร็อกซีเอชทีทีพี สามารถปรับขนาดวิดเจ็ตบนหน้าหลักได้ เป็นต้น

Android 3.2 Honeycomb


เปิดตัวเดือนกรกฎาคม 2554 รุ่นนี้เน้นการแก้ไขระบบ แต่ก็มีฟีเจอร์ใหม่ๆบ้าง เช่น รองรับแฟลชในเว็บเบราว์เซอร์ สามารถอัพเดทแอพได้แบบอัตโนมัติ เป็นต้น

Android 4.0 Ice cream sandwich


เปิดตัวเดือนตุลาคม 2554 ผมว่ารุ่นนี้คือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Android เพราะเป็นระบบที่รองรับทั้งแท็บเลทและมือถือ หน้าตาของระบบดูทันสมัยพอๆกับ iOS ก่อนหน้านี้ให้พูดถึง UI ของ Android ผมว่าเป็นอะไรที่โบราณมากหากเทียบกับคู่แข่ง

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ ปรับแต่งหน้าโฮมได้ละเอียดมากขึ้น สามารถปลดล็อกหน้าจอด้วยใบหน้า(แต่ฟีเจอร์นี้โครตแป๊ก เพราะถ้าเป็นที่แสงน้อยก็ต้องใช้รหัสผ่านเหมือนเดิม) กล้องถ่ายภาพแบบพาโนรามาได้ มีไวไฟไดเรก บันทึกวิดีโอที่ความละเอียด 1080p เป็นต้น

Android 4.0.3 Ice cream sandwich


เปิดตัวเดือนธันวาคม 2554 เป็นรุ่นที่เน้นการแก้บั๊ก


Android 4.1 jellybean


เปิดตัวเดือนกรกฎาคม 2555 Android รุ่นนี้มีการปรับปรุงการทำงานหลายอย่าง เช่น ใช้คำสั่งเสียงออฟไลน์, ปรับปรุงแอพกล้องถ่ายรูป, สามารถปิดการแจ้งเตือนเป็นรายแอพ เป็นต้น

Android 4.2 jellybean


เปิดตัวเดือนพฤศจิกายน 2555 ฟีเจอร์เด่นของ Android รุ่นนี้คือ ถ่ายภาพแบบ Photo Sphere (หมุน 360 องศา) ส่งข้อความแบบกลุ่ม รองรับบัญชีผู้ใช้หลายบัญชี เป็นต้น

Android 4.3 jellybean


เปิดตัวเดือนกรกฎาคม 2556 ผ่านมา 1 ปีแล้วแต่ยังคงใช้ชื่อ jellybean สำหรับฟีเจอร์ที่น่าสนใจ เช่น รองรับอัตราส่วน 4K, รองรับภาษาที่เขียนจากขวาไปซ้าย,เปลี่ยนหน้าตาของแอปกล้องใหม่ เป็นต้น


Android 4.4 KitKat


 เปิดตัวเดือนตุลาคม พ.ศ. 2556 เป็นครั้งแรกที่ใช้ชื่อขนทหวานเป็นยี่ห้อขนม แม้ว่ารูปแบบโดยรวมจะดู   ไมต่างกันกับรุ่น jellybean เท่าไหร่ สิ่งที่น่าสนใจของรุ่นนี้คือ “รันไทม์ใหม่” เป็นแบบ ART ทำให้เครื่องมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม


Android 5.0 Lollipop


    เปิดตัวเดือนพฤศจิกายน 2557 รุ่นนี้นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของระบบ Android เพราะมีการ           ออกแบบ UI ใหม่ ไม่ดูแข็งมืดเหมิอนที่ผ่านมา (หลายคนชมว่าสวยกว่า iOS) ระบบก็ไหลลื่นขึ้นมาก

    ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ เช่น แถบแจ้งเตือนแบบใหม่ มัลติทาสก์ที่ดูไฮโซมากขึ้น เพิ่มผู้ใช้งานได้หลายบัญชี โหมดตรึงหน้าจอ เป็นต้น

Android M


เปิดตัวเดือนพฤษภาคม 2558 ยังไม่มีเลขรุ่นและชื่อเล่นอย่างเป็นทางการ Android รุ่นนี้เน้นทำให้ระบบมีประสิทธิภาพและการใช้งานที่คล่องตัวมากขึ้น ฟีเจอร์ใหม่ๆก็พอมีบ้าง เช่น Dark Mode, ระบบจ่ายเงิน Android Pay, สแกนลายนิ้วมือ, Multi-windows เป็นต้น